BREAKING NEWS
latest

728x90

ad

468x60

"เที่ยวบึงกาฬ" จังหวัดน่าเที่ยวของภาคอีสาน เรียนรู้วิถีชุมชน เพลิดเพลินกับธรรมชาติสวย






สถานที่เที่ยวบึงกาฬทางธรรมชาติ และแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาและวัฒนธรรม เรียนรู้วิถีชุมชน เพลิดเพลินกับธรรมชาติสวย  ....จ.บึงกาฬ เป็นจังหวัดที่น่าไป น่าเที่ยว อีกหนึ่งจังหวัดของภาคอีสาน บอกเลยว่าที่บึงกาฬมีที่เที่ยวเด็ด ๆ ให้คุณไปเช็กอินเพียบ ..ไปชมที่เที่ยวบึงกาฬเด็ด ๆ และตามมาเช็กอินด้วยกันนะครับ


 

1. ถ้ำนาคา

ตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูลังกา อำเภบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ และอยู่ใกล้กับวัดถ้ำชัยมงคล การขึ้นไปเที่ยวถ้ำต้องเดินขึ้นบันไดสูงชันที่ทางอุทยานฯ จัดสร้างขึ้นไปกว่า 1,400 ขั้น ใช้เวลาเดินราว 1-1.30 ชั่วโมง ..เหตุที่ถ้ำแห่งนี้ได้ชื่อว่า “ถ้ำนาคา” หรือ “ถ้ำพญานาค” เนื่องจากมีของหินและผนังถ้ำดูคล้ายพญานาค ที่มีรูปทรงคล้ายพญานาคหรืองูขนาดใหญ่นอนขดตัว โดยมีส่วนสำคัญ ๆ ทั้งส่วนหัว ลำตัว และเกล็ดพญานาค (ตามจินตนาการและความเชื่อของชาวบ้าน)



ขอบคุณภาพ Matichon Online - มติชนออนไลน์

ขอบคุณภาพ Buengkan day



ขอบคุณวีดีโอ นครพนม บ้านเฮา





2. น้ำตกตาดวิมานทิพย์

ตั้งอยู่ ณ อุทยานแห่งชาติภูลังกา อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ เป็นน้ำตกที่ยังคงเก็บรักษาความเป็นธรรมชาติไว้เป็นอย่างดี เพราะเป็นน้ำตกที่ค่อนข้างยากแก่การเข้าถึง เส้นทางเดินค่อนข้างลำบาก เป็นทางปีนเขา ปีนป่ายโขดหิน ปีนรากไม้ขึ้นสวนทางน้ำตกบ้าง และอ้อมขึ้นในป่าบ้างสลับกันไป แต่ก็ไม่ได้ยากมากที่จะไป แนะนำว่าต้องฟิตร่างกายนิดหน่อย ใส่ชุดใส่รองเท้าหุ้มส้น มีกันลื่นด้วยจะช่วยได้เยอะ และที่สำคัญต้องมีคนนำทาง น้ำตกตาดวิมานทิพย์จะมีความสวยงามแตกต่างกันในแต่ละชั้น แต่จะมีน้ำแค่เพียงช่วงหน้าฝน ที่มีฝนตกติดต่อกัน เรียกได้ว่าต้องรอคอยเวลาที่เหมาะสมจริงๆ เมื่อเราไปถึงแล้ว รับรองว่าหายเหนื่อยเลยล่ะครับ มันยอดเยี่ยมมาก คุ้มค่ากับการเดินทาง






ขอบคุณภาพ ไปกะไป บึงโขงหลง





ขอบคุณวีดีโอ Unseen Laos-Thailand ລາວ-ไทย






3. หินสามวาฬ (ภูสิงห์)

ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อนุรักษ์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดงดิบกะลา ป่าภูสิงห์ และป่าดงสีชมพู มีลักษณะเป็นหินขนาดใหญ่ติดหน้าผาสูง แยกตัวเป็น 3 ก้อน มีอายุประมาณ 75 ล้านปี หนึ่งเดียวของโลก เมื่อมองดูจากระยะไกล หินสามก้อนนี้จะดูคล้ายกับฝูงครอบครัววาฬ ที่ประกอบด้วยพ่อวาฬ แม่วาฬ และลูกวาฬ ซึ่งเรียกตามขนาดของหินแต่ละก้อน ทั้งยังเป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่สวยที่สุดในภูสิงห์ มองเห็นผืนป่า ทัศนียภาพของป่าภูวัว ห้วยบังบาตร แก่งสะดอก หาดทรายแม่น้ำโขงและภูเขาเมืองปากกระดิง ประเทศลาว สวยงามเกินคำบรรยาย




ขอบคุณภาพ Matichon Online - มติชนออนไลน์


ขอบคุณภาพ 
Faraway Gallery









4. น้ำตกถ้ำพระ

ตั้งอยู่บ้านถ้ำพระ ตำบลโสกก่าม อำเภอเซกา ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ตัวน้ำตกถ้ำพระแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก ๆ ได้แก่ ช่วงแรกจะเป็นธารน้ำตกไหลลดหลั่นลงสู่แอ่งน้ำกว้าง (นักท่องเที่ยวคนไหนจะเล่นน้ำตรงส่วนนี้ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะน้ำจัดได้ว่าค่อนข้างลึกพอสมควร) ถัดมาช่วงกลางของน้ำตก มีพื้นที่ขนาดใหญ่กินพื้นที่ยาวไปจนถึงฝายทดน้ำ น้ำค่อนข้างตื้น และส่วนสุดท้ายเป็นบริเวณเหนือฝายขึ้นไป จุดนี้ถือเป็นไฮไลท์เด็ดของน้ำตก เพราะคุณจะได้เห็นน้ำตกกว้างสีขาวลอยฟูฟ่อง ซึ่งเป็นต้นธารที่ไหลลงสู่แอ่งน้ำเบื้องล่าง จุดนี้จะเห็นนักท่องเที่ยวที่ทั้งขึ้นมาชมน้ำตก และลงเล่นน้ำกันเป็นจำนวนมาก




ขอบคุณภาพ Matichon Online - มติชนออนไลน์


ขอบคุณภาพ 









5. ผาสบเป็ด

หน้าผาด้านทิศตะวันตก ฝั่ง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ สามารถเดินขึ้นทางบันไดเหล็กที่วัดถ้ำชัยมงคล ต.โพธิ์หมากแข้ง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ จะเห็นบรรยากาศแบบนี้ได้ในฤดูฝน เพราะที่นี่หลังจากฝนตกแล้ว จะมีหมอกไอน้ำลอยขึ้นมา แต่ถ้าในฤดูหนาว เมฆจะเป็นลักษณะลอยเป็นแผ่น แต่น้อยที่จะเจอโอกาสแบบนั้น




ขอบคุณภาพ ไปกะไป บึงโขงหลง





6. หาดคำสมบูรณ์

หาดคำสมบูรณ์ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ทะเลอีสาน มีทัศนียภาพที่สวยงามคล้ายกับทะเลจริงๆ มีลักษณะเป็นหาดทรายทอดยาวกว่า 1 กิโลเมตร ไปตามขอบของอ่างเก็บน้ำบึงโขงหลง และเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำโลก นับเป็นลำดับที่ 2 ของประเทศไทย และลำดับที่ 1,098 ในทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำโลก โดย "หาดคำสมบูรณ์" ห่างจากตัว อ.บึงโขงหลง เพียง 5 กิโลเมตร และห่างจากตัว จ.บึงกาฬ 80 กิโลเมตร




ขอบคุณภาพ มหัศจรรย์สกลนคร






7. น้ำตกเจ็ดสี

ตั้งอยู่ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว เป็นหนึ่งในน้ำตกสวย ๆ ของบึงกาฬที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว ทั้งยังมีจุดให้นักท่องเที่ยวเล่นน้ำด้วยกันหลายจุด ทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ทั้งส่วนของร้านค้าและเครื่องดื่มมากมาย หากแต่นักท่องเที่ยวควรเพิ่มความระมัดระวัง เพราะเส้นทางเดินค่อนข้างชัน บางช่วงทางเดินค่อนข้างลื่น ดังนั้นอย่าได้ประมาทเวลาเดินเด็ดขาด โดยช่วงที่เหมาะสำหรับการมาเที่ยวน้ำตกเจ็ดสี จะอยู่ในช่วงฤดูฝน-ต้นฤดูหนาว รับรองว่าคุณจะได้ชมน้ำตกสวย ๆ อย่างแน่นอนเลยค่ะ






ขอบคุณวีดีโอ Unseen Laos-Thailand ລາວ-ไทย






สํานักข่าวไทย TNAMCOT เผยแพร่เมื่อ 10 ก.ค. 2019







8. ภูทอก

เป็นที่ตั้งของวัดเจติยาคีรีวิหาร (วัดภูทอก) อยู่ในอาณาเขต บ้านนาคำแคน ตำบลนาแสง อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ บริเวณโดยรอบภูทอกล้อมรอบด้วยทัศนียภาพที่สวยงามและเงียบสงบ และมีสะพานไม้สร้างวนขึ้นไปสู่ยอดเขารวมทั้งหมด 7 ชั้น เพื่อเป็นทางเดินขึ้นไปยังกุฏิและถ้ำที่อยู่ตามหลืบผา จากด้านบนนักท่องเที่ยวจะมองเห็นความสวยงามของภูมิประเทศเบื้องล่างได้ไกลสุดลูกหูลูกตา ยิ่งถ้าในวันที่อากาศแจ่มใส อาจมองได้ไกลถึงเทือกเขาในเขตจังหวัดนครพนมเลยด้วย

คำว่า “ทอก” ในภาษาอีสาน แปลว่า งอกขึ้นมาแบบเดี่ยวๆ ชาวบ้านจึงเรียกบริเวณนี้ว่า “ภูทอก” ประกอบด้วย ภูทอกใหญ่และภูทอกน้อย เดิมบริเวณนี้เป็นป่าทึบ มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มาก จนกระทั่งพระอาจารย์จวน กุลเฎโฐ ได้เข้ามาบุกเบิกเป็นสถานปฏิบัติธรรม ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ พระอาจารย์จวนเริ่มสร้างบันไดไม้และสะพานไม้ เพื่อให้ประชาชนที่ต้องการท่องเที่ยวและแสวงธรรมเดินทางขึ้นภูทอกสะดวกขึ้น ซึ่งสร้างทั้งหมด ๗ ชั้น ใช้เวลาในการสร้าง ๕ ปีเต็ม โดยบันไดชั้นที่ ๑ - ๒ เป็นบันไดทอดขึ้นสู่ภูทอก ชั้นที่ ๓ เริ่มเป็นสะพานไม้เวียนรอบเขา ผ่านป่ามืดครึ้ม มีโขดหินและลานหิน เมื่อสุดทางแยกของสะพานไม้ชั้น ๓ จะพบทางแยกสองทาง โดยทางซ้ายเป็นทางลัดขึ้นสู่ชั้นที่ ๕ แต่ลักษณะทางขึ้นไปนั้นมีความชันมากและต้องเดินผ่านซอกหินที่มีลักษณะคล้ายอุโมงค์ ส่วนทางขวามือเป็นทางขึ้นชั้นที่ ๔ เป็นสะพานลอยไต่เวียนรอบเขา เมื่อถึงบริเวณนี้สามารถมองเห็น “ดงชมพู” ลักษณะเป็นเนินเขาลูกเตี้ยสลับกัน ทิศตะวันตกของดงชมพูติดกับภูลังกา อำเภอเซกา มีสภาพเป็นป่าดิบ มีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านและสัตว์ป่าอาศัยอยู่มาก โดยเฉพาะฝูงกา จึงเรียกว่า “ภูรังกา” แล้วออกเสียงเพี้ยนเป็น “ภูลังกา” ในปัจจุบัน เมื่อเดินทางถึงชั้นที่ ๔ ชั้นนี้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและที่พำนักของแม่ชี มีระยะทางโดยรอบชั้นประมาณ ๔๐๐ เมตร มีสถานที่พักผ่อนระหว่างทางเป็นระยะ ชั้นที่ ๕ หรือ ชั้นกลาง เป็นที่ตั้งศาลากลาง กุฏิพระสงฆ์ และสถานที่เก็บศพพระอาจารย์จวน กุลเฎโฐ บริเวณทางเดินมีถ้ำอยู่หลายถ้ำ อาทิ ถ้ำเหล็กไหล ถ้ำแก้ว เป็นต้น ชั้นที่ ๖ มีลานกว้างสามารถพักระหว่างเดินทางได้ มีหน้าผาต่างๆ เช่น หน้าผาเทพนิมิต ผาหัวช้าง หากเดินทางไปทิศเหนือ สามารถเห็นสะพานหินธรรมชาติทอดสู่ “พุทธวิหาร”เป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และแนวภูทอกใหญ่อย่างชัดเจน สะพานไม้เวียนรอบเขาสิ้นสุดอยู่ที่ชั้นที่ ๖ เมื่อขึ้นสู่ชั้นที่ ๗ เป็นบันไดไม้ บริเวณชั้นที่ ๗ นี้เป็นป่าไม้ที่ความร่มเย็น
ข้อมูล สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดบึงกาฬ




ขอบคุณภาพ 

ขอบคุณภาพ Ikigai Outside ออกไปนอกกรอบ







9. แพล่อง @ หนองเลิง

ตั้งอยู่ที่ หนองเลิง ตําบลดอนหญ้านาง อําเภอพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนที่ได้รับความนิยมในช่วงหน้าร้อน มีลักษณะเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ โอบล้อมด้วยทัศนียภาพที่สวยงาม กิจกรรมท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นที่นี่ส่วนใหญ่ นักท่องเที่ยวจะลงมาเล่นน้ำเย็น ๆ หรือไม่ก็มาล่องแพ เพื่อหลบอากาศร้อน โดยจะมีแพไว้ให้บริการแก่นักท่องเที่ยว ได้ล่องชมธรรมชาติสวย เพลินตากับบัวแดง บัวขาว และนกนานาชนิด รวมถึงมีอาหารพื้นบ้านอร่อย ๆ ไว้คอยบริการยามหิวอีกด้วยค่ะ




ขอบคุณภาพ 
แพล่องหนองเลิง











10. พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต

ตั้งอยู่ที่ ตำบลหนองพันทา อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ ...พิพิธภัณฑ์เล็ก ๆ อยู่ท่ามกลางวิถีชีวิตชุมชน โดยอาคารเป็นบ้านไม้เก่าแก่รูปทรงอีสานที่มีอายุกว่า 60 ปี และได้นำมาปรับปรุงให้มีสไตล์ที่ร่วมสมัย ที่นี่นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้วิถีอีสานอินสไตล์ ที่มีกลิ่นอายทั้งเรื่องประเพณี วิถีชีวิต วัฒนธรรม และศิลปะท้องถิ่นผสมผสานกัน ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของชุมชนแห่งนี้ ทั้งยังมีกิจกรรมต่าง ๆ ให้คุณได้ร่วมสนุกอีกมากมาย เปิดให้เข้าชมทุกวันจันทร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. ไม่มีค่าใช้จ่าย (สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 086 229 7626 และเฟซบุ๊ก พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต จ.บึงกาฬ)
ข้อมูล พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต




ขอบคุณภาพ พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต จ.บึงกาฬ












11. เจดีย์หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล




ขอบคุณภาพ 





12. น้ำตกตาดชะแนน

ตั้งอยู่ที่ บ้านเทพมีชัย ตำบลหนองเดิ่น อำเภอบุ่งคล้า จังหวัดบึงกาฬ อยู่ในความรับผิดชอบของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว เดิมชื่อ “น้ำตกตาดสะแนน” (ภาษาอีสาน "ตาด" แปลว่า ที่ซึ่งมีน้ำไหล "สะแนน" แปลว่า เตียงนอน) น้ำตกตาดชะแนนเกิดจากลำห้วยชะแนนไหลลดหลั่นเป็นชั้นๆ 2 ชั้น เป็นน้ำตกที่ใหญ่และสวยงามที่สุดในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว การเดินทางเข้าถึงได้ยาก สามารถเดินทางเข้าน้ำตกตาดชะแนนได้ 2 ทาง โดยรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อและทางเรือ นอกจากความสวยงามของน้ำตกแล้ว ยังมีสะพานหิน (อยู่ก่อนถึงทางเดินเท้าสู่น้ำตก) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น้ำลอดหายไปใต้แนวหินที่มีความยาวประมาณ 100 เมตร อีกทั้งยังมีบึงจระเข้ เป็นบึงขนาดใหญ่ตั้งอยู่เหนือน้ำตก และเมื่อเดินตัดน้ำตกขึ้นไปอีกประมาณ 300 เมตร มีหาดทรายกว้างริมบึงเหมาะเป็นพื้นที่กางเต้นท์พักแรม




ขอบคุณภาพ Matichon Online - มติชนออนไลน์






13. น้ำตกถ้ำฝุ่น

ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว บ้านภูสวาท ตำบลหนองเดิ่น อำเภอบุ่งคล้า จังหวัดบึงกาฬ ห่างจากตัวอำเภอบุ่งคล้าระยะทาง 6 กิโลเมตร ห่างจาก อ.เมืองบึงกาฬ ระยะทาง 33 กิโลเมตร น้ำตกถ้ำฝุ่นจะมีน้ำไหลจากหลังภูวัวตลอดปี แต่จะมีมากในฤดูฝน มีลักษณะเป็นหุบเขา มีถ้ำอยู่บริเวณน้ำตกหลายแห่ง  น้ำตกถ้ำฝุ่นเป็นน้ำตกสายเล็ก ๆ มีป่าไม้ธรรมชาติร่มรื่นตลอดเส้นทาง การเดินทางสะดวก มีถนนคอนกรีตไปจนถึงบริเวณน้ำตก มีร้านอาหารและสถานที่จอดรถ พร้อมเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัวคอยอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว




ขอบคุณภาพ Matichon Online - มติชนออนไลน์






14. น้ำตกตาดกินรี

ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติภูลังกา อีกหนึ่งน้ำตกที่มีความสวยงาม มีทั้งหมด 5 ชั้น มีแอ่งน้ำและลานหินกว้างรองรับสายธารน้ำตก ปัจจุบันมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวเป็นจำนวนมาก เพราะมีความสวยงามและเดินทางสะดวก แต่สำหรับช่วงที่น้ำเยอะ ๆ นักท่องเที่ยวอาจต้องเพิ่มความระมัดระวังอยู่สักนิด เพราะน้ำค่อนข้างไหลแรง ไม่มีจุดเล่นน้ำ และค่อนข้างอันตราย อาจไม่เหมาะสำหรับเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ เพราะจะต้องปีนขึ้นไปเพื่อชมน้ำตก




15. เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงโขงหลง

ตั้งอยู่ที่ อำเภอเซกา-บึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ ทะเลสาบธรรมชาติขนาดใหญ่ ที่เป็นพื้นที่อนุรักษ์พันธุ์นก โดยเฉพาะนกน้ำที่ย้ายถิ่นเข้ามาในช่วงฤดูหนาว ทั้งห่านป่า นกเป็ดน้ำ นกยาง นกกระเต็น มีจุดดูนกอยู่ที่ดอนสวรรค์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ทำการเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงโขงหลง บริเวณบึงยังมีหาดคำสมบูรณ์ ที่มีหาดทรายสวยงามในช่วงฤดูหนาว เป็นแหล่งพักผ่อน และชมทิวทัศน์ มองเห็นภูลังกาเป็นฉากหลัง




ขอบคุณภาพ 
เรือนไทยเกสต์เฮาส์ บึงโขงหลง Thai Guest House ที่พัก โรงแรม รีสอร์ท บึงกาฬ

ขอบคุณภาพ 
เรือนไทยเกสต์เฮาส์ บึงโขงหลง Thai Guest House ที่พัก โรงแรม รีสอร์ท บึงกาฬ






16. หนองกุดทิง

แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่มีลักษณะเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ ทั้งยังเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่ยังคงความเป็นธรรมชาติไว้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญระดับโลก (พื้นที่แรมซาร์) แห่งที่ 11 ของประเทศไทย ด้วยเพราะมีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำหลากหลายสายพันธุ์ รวมถึงนกสายพันธุ์ต่าง ๆ เหมาะสำหรับเป็นที่เที่ยวพักผ่อน เอาไว้ชื่นชมธรรมชาติในวันสบาย ๆ



17. แก่งอาฮง

เป็นแก่งหินกลางลำน้ำโขง อยู่บริเวณหน้าวัดอาฮงศิลาวาส บ้านอาฮง ตำบลหอคำ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ สามารถมองเห็นแก่งหินได้ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคมของทุกปี โดยกลุ่มหินที่ปรากฎจะมีชื่อเรียกตามลักษณะของหิน เช่น หินลิ้นนาค หินปลาเข้ ถ้ำปลาสวาย และเป็นจุดที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโขง เรียกว่า “สะดือแม่น้ำโขง” มีลักษณะเป็นคุ้งน้ำที่มีกระแสน้ำไหลวนกินบริเวณกว้าง ใต้น้ำมีโขดหินมากมายและมีระบบนิเวศวิทยาที่สมบูรณ์ จึงเป็นแหล่งที่มีปลาบึก ปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอาศัยอยู่อย่างชุกชุม อีกทั้งยังมีทัศนียภาพที่สวยงามและเป็นจุดชม “บั้งไฟพญานาค” อีกแห่งหนึ่งในจังหวัดบึงกาฬ




ขอบคุณภาพ 
On The เลาะ
 






18. ภูลังกา

ป่าภูลังกามีพื้นที่ประมาณ 31,250 ไร่ หรือประมาณ 50 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม และอำเภอเซกา-อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ สภาพป่าโดยทั่วไปเป็นป่าดิบเขา ป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ และป่าแดงที่สมบูรณ์ มีสัตว์ป่าชุกชุม เป็นต้นกำเนิดของลำห้วยหลากสาย และมีจุดเด่นทางธรรมชาติ เช่น หน้าผา ถ้ำ น้ำตก อยู่หลายแห่ง มีลักษณะเป็นภูเขาเรียงซ้อนกันตามแนวแม่น้ำโขง คือ ภูลังกาเหนือ ภูลังกากลาง และภูลังกาใต้ ทอดยาวตามแนวทิศเหนือกับทิศใต้และสลับด้วยเทือกเขาขนาดเล็กหลายลูกสลับซับซ้อนกันพร้อมทั้งทอดยาวตามแนวลำน้ำโขง มีความสูงจากระดับน้ำทะเล ที่จุดสูงสุดบนภูลังกาเหนือ สูง 563 เมตรจากระดับน้ำทะเล สภาพโดยทั่วไปของพื้นที่เป็นภูเขาหินทราย โดยแบ่งชั้นหินที่สำคัญออกเป็น 3 หมวด คือ หมวดหินโคราชหมวดหินภูพาน และหมวดหินภูกระดึง ลักษณะดินจะเป็นดินทรายมีการพังทลายปานกลาง ภูลังกาเป็นต้นกำเนิดของห้วยต่างๆ หลายสาย เช่น ห้วยทรายเหนือ ห้วยซ่าน ห้วยยางนกเหาะ หวยลังกา ห้วยขาม และห้วยทรายใต้ ซึ่งมีความสำคัญมากสำหรับราษฎรในที่ราบที่อยู่ใกล้เคียงในการทำการเกษตรกรรม และไหลลงสู่แม่น้ำโขง ที่อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม นอกจากนี้บนยอดเขาภูลังกาแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานเจดีย์ หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล และหลวงปู่วัง ฐิติสาโร อีกด้วย
ข้อมูล สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดบึงกาฬ




ขอบคุณภาพ ไปกะไป บึงโขงหลง






ศาลเจ้าแม่สองนาง

ตั้งอยู่ที่ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ในปีพุทธศักราช ๒๔๑๕ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พวกจีนฮ่อได้ยกทัพไล่ตีหัวเมืองต่างๆ ศึกครั้งนี้ลุกลามจนถึงเมืองหนองคาย ชาวบ้านต่างหวาดกลัวจึงได้อพยพหนีพวกจีนฮ่อ ส่วนหนึ่งได้อพยพลงมาตามแนวแม่น้ำโขง บางส่วนได้ตั้งหลักแหล่งตามลุ่มน้ำโขงไล่กันลงมา พ่อเฒ่าพรมได้อพยพมาพร้อมครอบครัวคือภรรยาและลูกสาวสองคน แต่ในระหว่างทางเมียของพ่อตู้พรมเสียชีวิต เหลือแค่นางสาวเภาและนางสาวเหลาลูกสาวของพ่อเฒ่า พ่อเฒ่าได้บวชเป็นชีผ้าขาว (ชีปะขาว) จนกระทั่งถึงจนมาถึงคุ้มบ้านกลาง บ้านบึงกาฬ จึงได้ตั้งรกรากรวมกับชาวบ้านที่อาศัยอยู่เดิม ด้วยชีผ้าขาวพรมเป็นผู้มีวิชาอาคมแก่กล้า ชาวบ้านจึงขอร้องให้ชีผ้าขาวพรมไปปราบภูตผีที่ดอนหอ (กุดทิงในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นบริเวณที่ชาวบ้านเข้าไปหาของป่า ต่อมาชีผ้าขาวพรมจึงย้ายมาอยู่ที่ดอนหอ แล้วให้ลูกสาวทั้งสองอยู่ที่คุ้มบ้านกลางดังเดิม ทั้งสองต่างไม่ยอมแต่งงาน ใช้ชีวิตร่วมกันเพียงสองคนพี่น้อง
ต่อมาด้วยอายุและสังขารต่างร่วงโรย นางทั้งสองจึงเสียชีวิตด้วยโรคชรา ชาวบ้านจึงร่วมกันสร้างศาลเป็นสถิตแก่ดวงวิญญาณแล้วเรียกศาลแห่งนี้ว่า ศาลเจ้าแม่สองนาง เป็นที่เคารพนับถือแก่ผู้คนเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากมาขอพรให้เจ้าแม่ช่วยปัดเป่าความทุกข์ เจ้าแม่สองนางก็ได้ดลบันดาลความสุขตามที่ปราถนา ประสพความสำเร็จ มีการบวงสรวงศาลเจ้าแม่สองนางในวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ของทุกปี
ข้อมูล สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดบึงกาฬ





ขอบคุณภาพ Matichon Online - มติชนออนไลน์







วัดหลวงพ่อพระใหญ่ หรือวัดโพธาราม บ้านท่าไคร้

ตั้งอยู่ที่ ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ เป็นวัดที่มีพระพุทธรูปที่มีความสำคัญ เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบึงกาฬ คือ หลวงพ่อพระใหญ่ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง ๒ ศอก ๑ คืบ ๔ นิ้ว (๕ ฟุต ๔ นิ้ว) ความสูง ๓ ศอก ๑ คืบ (๗ ฟุต) ศิลปะสมัยล้านช้างเป็นพระพุทธรูปโลหะที่มีการฉาบปูนโอบไว้ ภายหลังได้ทาสีทองทับเพื่อป้องกันองค์พระชำรุด เนื่องจากมีการสรงน้ำองค์หลวงพ่อพระใหญ่เป็นประจำทุกปี ตามคำบอกเล่าสืบต่อกันมา เมื่อประมาณสองร้อยกว่าปี ผู้คนแถบนี้ได้อพยพย้ายถิ่นฐานมาจากเมืองยศ ซึ่งปัจจุบันคือจังหวัดยโสธร มาตั้งถิ่นฐานทำไร่ ทำนา หากิน ซึ่งบริเวณแถบนี้เป็นป่าทึบมีเถาวัลย์ปกคลุมเต็มไปหมด ชาวบ้านจึงได้ช่วยกันถากถางป่าบริเวณแห่งนี้ จนกระทั่งพบพระพุทธรูปดังกล่าวและตั้งชื่อว่าหลวงพ่อพระใหญ่ เพราะชาวบ้านไม่เคยเห็นองค์พระขนาดใหญ่อย่างนี้มาก่อน หลวงพ่อพระใหญ่ เป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนและ เป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะชาวบ้านในบริเวณสองฝั่งลุ่มแม่น้ำโขงแถบนี้ จะให้ความเคารพ นับถือและศรัทธาเป็นอย่างมาก การทำบุญสักการะหลวงพ่อพระใหญ่ ชาวบ้านได้กำหนดจัดขึ้นปีละ ๒ ครั้ง ได้แก่งานประเพณีบุญเดือน สามหรือบุญข้าวจี่ ชาวบ้านจะพร้อมใจกันทำปราสาทผึ้งจำนวน ๒ หลังมาถวายด้วย และงานประเพณีสงกรานต์สรงน้ำหลวงพ่อพระใหญ่ ในวันเสาร์และอาทิตย์ หลังเทศกาลสงกรานต์หนึ่งสัปดาห์
ข้อมูล สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดบึงกาฬ





ขอบคุณภาพ http://watphotharam-buengkan.com

ขอบคุณภาพ http://watphotharam-buengkan.com







วัดเซกาเจติยาราม (พระอารามหลวง จังหวัดบึงกาฬ)

ตั้งอยู่ที่ บ้านดงไร่ ตำบลเซกา อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ มีเนื้อที่ 93 ไร่เศษเป็นป่าธรรมชาติทั้งหมด วัด บ้านเซกา นามเดิมคือ "วัดสันติมหาวัน" เมื่อปี พ.ศ.2517 พระอาจารย์ประสงค์ ภูริปัญโญ(พระครูสันติปัญญาภรณ์ หลวงปู่เทพา ในปัจุบัน) มาปักกลดที่ป่าดงไร่แห่งนี้ ได้นิมิตว่า คนแก่ 5-6คน นำพาไปขุดไหเงิน เหมือนคนแก่เหล่านั้นอยากให้มาตั้งวัดตรงนี้

ปี พ.ศ.2518 หลวงปู่จึงตัดสินใจมาตั้งวัดและจำพรรษาที่ป่่าแห่งนี้ พระครูกุนนทีคณารักษ์ เจ้าคณะอำเภอเซกาในสมัยนั้น ได้ตั้งชื่อวัดแห่งนี้ว่า "วัดสันติมหาวัน" และหลวงปู่ก็อยู่จำพรรษาตั้งแต่นั้นเรื่อยมาจนเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2527 ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2525 ได้รับอนุญาตตั้ง เปลี่ยนจากชื่อ วัดสันติมหาวัน เป็น "วัดบ้านเซกา" เพื่อรักษาประวัติศาสตร์ของถิ่นนี้ และเพื่อประดิษฐานพระเจ้ามูลเมืองเซกา
เมื่อวันที 20 พฤษภาคม 2527 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย
ต่อ มาได้รับอนุญาตจากมหาเถรสมาคม ในการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 1/2552 เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2552 ให้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "วัดเซกาเจติยาราม" หลวงปู่เป็นผู้นำพาก่อตั้งวัดนี้เป็นผู้แรกเรื่อยมาแต่ปี 2518 จนถึงปัจจุบัน
พ.ศ.2539 หลวงปู่ได้นำพาคณะญาติโยมและลูกศิษย์สร้างอุโบสถ กว้าง 9 เมตร ยาว 19 เมตร สิ้นทุนทรัพย์ไปทั้งสิ้น เจ็ดล้านแปดแสนเก้าหมื่นบาน ถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้ขอพระราชทานตราสัญลักษณ์งานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี มาประดิษฐานกน้าบันอุโบสถนั้นด้วย จึงให้ชื่อว่า "โบสถ์มหาราชา"

ปี พ.ศ.2547 หลวงปู่ได้นำพาคณะญาติโยมและลูกศิษย์สร้างศาลาโรงธรรม กว้าง 1 เมตร ยาว 72 เมตร เป็นทรงไทยชั้นเดียว สิ้นทุนทรัพย์ไป แปดล้านเก้าแสนแปดหมื่นบาท ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์พระบรมราชินีนาถ และได้ขอพระราชทานตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา องสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ขึ้นประดิษฐานที่หน้าบันศาลาโรงธรรมนั้นด้วย และพระองค์ได้พระราชทานนามศาลาหลังนี้ว่า "ศาลาเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา บรมราชินีนาถ" เพื่อให้คู่พระบารมีจึงให้ชื่อว่า "ศาลามหาราชินี"

ปึ พ.ศ. 2550 หลวงปู่ได้รับอาราธนาไปงานพุทธาภิเษก ที่วัดประยงค์กิตติ-วราราม กรุงเทพฯ มีโยมชื่อเอกได้นำพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเป็นของพ่อที่เสียชีวิตไปแล้ว รักษาสืบต่อกันมา 60 กว่าปี มาถวายหลวงปู่ หลวงปู่รับปากว่าจะสร้างเจดีย์บรรจุเอาไว้เพื่อเป็นที่กราบไหว้ของเทวดาและ มนุษย์ทั้งหลาย พระบรมสารีริกธาตุชุดนี้สวยงามมากไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน พอดีออกพรรษา ปี 2550 คณะญาติโยมลูกศิษย์นำกฐินมาทอดถวายเป็นกฐินสามัคคี ปีนั้นพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจริญพระชนมายุ 80 พรรษาพอดี หลวงปู่จึงบอกลูกศิษย์ว่า ให้ชื่อกฐินกองนี้ว่า "กฐินกตัญญู" เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเพื่อทดแทนคุณ แผ่นดิน ทอดถวายแล้วได้ จตุปัจจัย หนึ่งล้านหนึ่งแสนสามหมื่นหกพันหนึ่งร้อยหกสิบบาท หลวงปู่จึงปรารภกับคณะญาติโยมลูกศิษย์ทุกคนว่า อุโบสถ ศาลา และเสนาสนะ เรามีพอใช้แล้ว อยากสร้างเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่มีอยู่ ทุกคนเห็นพร้อมสาธุการจึงได้เอาปัจจัยนั้นลงรากฐานเจดีย์ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2550 โดยฐานกว้าง 12 เมตร มณฑลสูง 30 เมตรรวมฉัตร และมีเจดีย์บรรจุพระอรหันตธาตุ สูง 8 เมตร อีก 4 องค์ ประจำทั้ง 4 มุม ก่อสร้างเรื่อยมาจนบัดนี้เสร็จเรียบร้อยดีงาม จึงเอามงคลนามที่ว่ากฐินกตัญญูนั้นมาตั้งเป็นชื่อเจดีย์นี้ว่า "พระธาตุกตัญญู" โดยสิ้นทุนทรัพย์ในการก่อสร้างไปทั้งหมดประมาณ สี่ล้านแปดแสนเก้าหมื่นสองพันห้าร้อยบาท เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์จึงให้ชื่อเจดีย์นี้ว่า "เจดีย์เจ้าฟ้า"
ข้อมูล watsekajetiyaram.com









วัดอาฮงศิลาวาส

ตั้งอยู่ที่ บ้านอาฮง ตำบลไคสี อำเภอเมืองบึงกาฬ บึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ เป็นวัดเก่าแก่ ไม่ปรากฎหลักฐานว่าเริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อใด มีแต่เพียงคำบอกเล่าของชาวบ้านละแวกนั้นว่า เดิมเป็นสำนักสงฆ์ และตั้งอยู่ในป่ารกทึบ ชาวบ้านจึงเรียกว่า “วัดป่า” โดยหลวงพ่อลุน เป็นผู้ก่อตั้ง และมรณะไปเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ด้วยโรคชรา หลังจากนั้นไม่มีพระสงฆ์มาพำนักหรือจำพรรษาอีกเลย มีเพียงพระธุดงค์ที่ผ่านมาพำนักเท่านั้น แต่มีแม่ชีสูงอายุท่านหนึ่ง เฝ้ารักษาดูแล จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๑๗ พระนิเทศศาสนคุณ (หลวงพ่อสมาน สิริปัญโญ) เจ้าอาวาสวัดบุญเรืองสุวรรณาราม บ้านคำโป้งเป้ง ต.ค่ายบกหวาน อ. เมือง จ. หนองคาย ได้เดินทางไปกราบนมัสการพระอาจารย์จวน กุลเชฎโฐ วัดเจติยาวิหาร (ภูทอก) ขากลับเห็นป้ายชื่อวัดจึงได้แวะเข้ามา พบเพียงแม่ชี ไม่มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษา ท่านจึงได้ซักถามถึงประวัติความเป็นมา แม่ชีได้เล่าถวายโดยละเอียด หลวงพ่อได้เดินตรวจสภาพวัด พบว่ามีความสงบ เหมาะแก่การเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์ จากนั้นหลวงพ่อและคณะเดินทางกลับมาเชิญชาวบ้านอาฮงประชุมปรึกษาแจ้งเรื่องการบูรณะวัด ชาวบ้านต่างอนุโมทนาบุญกับหลวงพ่อร่วมกันปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม สร้างศาลาการเปรียญ กุฎิ และสิ่งอำนวยความสะดวก ที่มีความจำเป็น และจัดภิกษุสามเณรให้อยู่จำพรรษา โดยมีหลวงพ่อเมธา จิตฺกาคุตโตเป็นเจ้าอาวาส และตั้งชื่อใหม่ว่า “วัดอาฮงศิลาวาส” หลวงพ่อสมานได้สร้างพระพุทธรูปเพื่อเป็นพุทธบูชา ขนาดหน้า ตักกว้าง ๔ เมตร สูง ๗ เมตร น้ำหนัก ๒๐ ตัน นามว่า “พระพุทธคุวานันท์ศาสดา” ซึ่งมีความงดงามเป็นพระพุทธรูปลักษณะเดียวกับพระพุทธชินราช หล่อด้วยทองเหลือง มีการนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ จำนวน ๑๐๙ รูป ประกอบพิธีพุทธาภิเษกเบิกเนตร เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๒
ปัจจุบันวัดอาฮงศิลาวาส เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดบึงกาฬ ที่มีผู้แวะเวียนเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เป็นที่พักกายพิงใจ และเป็นอุทยานการศึกษา
ข้อมูล สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดบึงกาฬ










ที่มา https://news.bungkan.org/2019/01/blog-post_20.html






วัดถ้ำศรีธน หรือวัดสว่างอารมณ์

ตั้งอยู่ที่ บ้านโนนศิลา ตำบลโนศิลา อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ เป็นวันสังกัดคระสงฆ์มหานิกาย วัดที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดบึงกาฬ เป็นวัดที่มีทิวทัศน์สวยงาม มีลำธารเล็ก ๆ ไหลผ่านในบริเวณวัด เต็มไปด้วยก้อนหินน้อยใหญ่ และเงียบสงบ มีโบสถ์ตั้งอยู่บนก้อนหินใหญ่ ถ้ำด้านล่างเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไสยาสน์ปางปรินิพพาน บริเวณด้านบนก้อนหินเป็นจุดชมวิวแม่น้ำโขงที่สวยงาม รวมถึงยังเป็นสถานที่จัดงานประจำปี ทั้งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปีใหม่ และออกพรรษา โดยจะมีคนในชุมชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก
เดิมที่บริเวณนี้เป็นที่อยู่ของชาวบ้านปากคาด ซึ่งอพยพมาจากบ้านปากกล้วย แขวงเมืองปากซัน ประเทศลาว และยังเป็นป่าดงดิบรกทึบ เต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด ซึ่งในแต่ละปีจะมี พระภิกษุธุดงค์มาอยู่เป็นประจำ เพราะเป็นสถานที่เงียบสงบ เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมชาวบ้านจึงนิมนต์ให้ท่านจำพรรษาอยู่ ต่อมาพระอธิการ ด่อน อินทสาโรหรือหลวงปู่ด่อน ซึ่งเป็นพระที่ชาวบ้านเคารพนับถือ ได้สร้างวัดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาและเจริญยิ่งขึ้นตามลำดับจนถึงปัจจุบัน
ข้อมูล https://news.bungkan.org/2019/01/blog-post_24.html






ข้อมูลเพิ่มเติม

https://www.facebook.com/BuengkanTravel/posts/3010270935675506
--------
แหล่งท่องเที่ยว_สถานที่ท่องเที่ยว โรงแรมที่พัก รีสอร์ท ในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ
https://www.facebook.com/groups/BuengkanTravel.Hotel

ร้านอาหาร_ของกิน_ของฝาก ในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬเท่านั้น
https://www.facebook.com/groups/BuengkanFood

บึงกาฬ ขนส่ง รถตู้ รถเช่า รถท่องเที่ยว ให้บริการในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ
https://www.facebook.com/groups/BuengkanSearchCar


รวมโรงแรม ที่พัก รีสอร์ท ในจังหวัดบึงกาฬ
เพิ่มเติม : https://bit.ly/3jJjyXo
.
ลงทะเบียน โรงแรม ที่พัก รีสอร์ท จังหวัดบึงกาฬ
https://news.bungkan.org/2019/07/blog-post_21.html
.
.
ขอบคุณภาพ ไปกะไป บึงโขงหลง
https://www.facebook.com/paikapaithailand
ขอบคุณภาพ Buengkan day
https://www.facebook.com/Buengkanday
ขอบคุณภาพ มหัศจรรย์สกลนคร
https://www.facebook.com/mahatsachansakon
ขอบคุณภาพ พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต จ.บึงกาฬ
https://www.facebook.com/LifeCommunityMuseumBuengkan
ขอบคุณภาพ เรือนไทยเกสต์เฮาส์ บึงโขงหลง Thai Guest House ที่พัก โรงแรม รีสอร์ท บึงกาฬ
https://www.facebook.com/ThaiGuestHouse99
ขอบคุณภาพ On The เลาะ
https://www.facebook.com/onthelolh
ขอขอบคุณข้อมูล
thai.tourismthailand, park.dnp และ เฟซบุ๊ก พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต จ.บึงกาฬ, ไปกะไป บึงโขงหลง, บุญถวิล/บึงกาฬ
« PREV
NEXT »

ไม่มีความคิดเห็น